หยุดอยู่กับที่คือการไหลถอยหลัง
ถ้า AI คือรถยนต์ การเดินด้วยจังหวะเดิมก็ไม่ใช่จุดที่ปลอดภัยอีกต่อไป ทำไมการหยุดอยู่กับที่ในวันนี้จึงเท่ากับการถูกทิ้งห่าง ทำไมทักษะถึงเสื่อมค่าลง และเราจะเริ่มจากตรงไหนดี
กฎง่ายๆ ที่ผมกลับมาคิดถึงเสมอ
ทุกครั้งที่เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ตามความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมของตัวเองให้ทัน หรือฝึกทักษะให้คมขึ้น เรากำลังเดินหน้า พอเราหยุด ก็ดูเหมือนเราแค่ยืนอยู่กับที่ ผมเคยคิดว่าการยืนอยู่กับที่เป็นจุดที่ปลอดภัย ไม่ได้ไม่เสีย แต่ตอนนี้ผมไม่เชื่อแล้วว่าจุดแบบนั้นมีอยู่จริง
วิธีที่อธิบายเรื่องนี้ได้ง่ายที่สุด คือการเปรียบเทียบกับรถยนต์
AI คือรถยนต์
ลองนึกถึงเมืองที่ทุกคนเดินเท้า บางคนเดินเร็ว บางคนเดินช้า แต่คนที่เร็วที่สุดกับคนที่ช้าที่สุดก็ห่างกันไม่มากนัก พอหมดวัน ก็ไม่มีใครทิ้งห่างใครไปไกล
ทีนี้ ลองแจกรถให้คนบางกลุ่ม
คนที่เดินเท้าไม่ได้ช้าลงเลย ยังเดินได้ไกลเท่าเมื่อวานไม่ขาดไม่เกิน แต่พอตกเย็น คนที่ขับรถอยู่ห่างออกไปเป็นร้อยกิโลเมตรแล้ว และระยะห่างนั้นเพิ่มขึ้นทุกชั่วโมง ถ้าวัดเทียบกับคนรอบตัว คนที่เดินเท้ากำลังถูกทิ้งห่าง ทั้งที่ไม่เคยก้าวถอยหลังเลยสักก้าว
นี่แหละคือสิ่งที่ AI กำลังทำกับงานที่ใช้ความรู้และความคิดเป็นหลัก AI คือรถยนต์คันนั้น คนและบริษัทที่หัดขับเป็นแล้ว ทำงานที่เคยใช้เวลาเป็นชั่วโมงให้เสร็จได้ในไม่กี่นาที ไม่ว่าจะเป็นร่างแรกของรายงานสำรวจตลาด ชุดข้อมูลที่จัดระเบียบเรียบร้อย หรือเอกสารสรุปที่แปลเสร็จพร้อมใช้ หลายประเทศก็กำลังทำแบบเดียวกันในสเกลที่ใหญ่กว่า เมื่อคนรอบตัวเราขับรถกันมากขึ้นเรื่อยๆ การเดินด้วยจังหวะเดิมจึงไม่ใช่จุดที่ปลอดภัยอีกต่อไป ถ้าวัดแบบเทียบกัน เรากำลังถอยหลัง
บนทางขึ้นเนิน ไม่มีที่ให้จอด
รถเป็นแค่ครึ่งเดียวของภาพ อีกครึ่งคือถนน ซึ่งเป็นทางขึ้นเนิน ทุกวันนี้แทบทุกคนได้กุญแจรถมาอยู่ในมือแล้ว เพราะเครื่องมือเหล่านี้ราคาไม่แพงและหาใช้ได้ง่าย สิ่งที่ทำให้ต่างกันคือเราลงมือขับจริงหรือเปล่า
ทุกปี มาตรฐานขั้นต่ำขยับสูงขึ้น สิ่งที่เคยทำให้ลูกค้าประทับใจเมื่อสามปีก่อน อย่างสไลด์ที่จัดมาสวยหรือบทสรุปตลาดที่เรียบร้อย ตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังอยู่แล้ว หรือทำเองได้ด้วยพรอมต์ไม่กี่บรรทัด บนถนนแบบนี้ การมีรถแต่ไม่ขับจึงไม่ใช่การจอดรถ แต่เป็นการปล่อยเกียร์ว่างบนทางลาด เราไม่ได้อยู่กับที่ แต่กำลังไหลถอยหลัง ตอนแรกก็ช้าๆ แล้วจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือส่วนที่ผมเป็นห่วงที่สุดสำหรับคนที่เลือกจะรอดูไปก่อน AI ไม่ได้แค่เร่งคนที่กำลังเดินหน้าอยู่แล้วให้เร็วขึ้น แต่ยังค่อยๆ ดึงคนที่ไม่ขยับให้ไหลถอยหลังลงไปด้วย เพราะมันทำให้ถนนชันขึ้นเรื่อยๆ
ระยะทางเท่าเดิม แต่มีค่าน้อยลง
ทักษะก็เหมือนเงิน เงินเฟ้อค่อยๆ กัดกินมูลค่าของมันไปโดยที่เราไม่ทันสังเกต
ตอนที่ทุกคนยังเดินเท้า การเดินไปถึงเมืองข้างๆ ได้ภายในวันเดียวคือทักษะที่มีค่า พอมีรถยนต์ มันก็ไม่ใช่เรื่องพิเศษอีกต่อไป ทักษะไม่ได้หายไปไหน แต่ราคาที่คนยอมจ่ายให้มันลดลง สิ่งเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับทักษะหลายอย่างที่เคยทำให้คนทำงานโดดเด่นกว่าคนอื่น เช่น การสรุปรายงานยาวๆ การเขียนร่างแรกให้เรียบร้อย หรือการสร้างโมเดลพื้นฐานใน spreadsheet ของพวกนี้ยังสำคัญอยู่ แต่ถ้าเรายังมีทักษะชุดเดิมเหมือนเมื่อห้าปีก่อน วันนี้มันก็มีค่าน้อยกว่าตอนนั้นแล้ว
นั่นแปลว่าทักษะบางอย่างเราต้องเรียนใหม่ และบางอย่างต้องยอมทิ้งไป (unlearn) ซึ่งอย่างหลังยากกว่า เพราะมันคือการเลิกนิสัยที่เคยสมเหตุสมผลสำหรับคนเดินเท้า เช่น การทำทุกขั้นตอนด้วยมือเพราะเราถูกสอนมาแบบนั้น จากนั้นจึงหันมาวางแผนงานตามความเร็วที่รถยนต์ทำได้
โอกาสมักวิ่งเข้าหาคนที่ขยับอยู่แล้ว
ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ระยะห่างถ่างออกแทนที่จะคงที่ คือประสบการณ์ทบต้นได้ เหมือนการลงทุน
ยิ่งขับมากก็ยิ่งขับเก่ง คนที่ขับเก่งก็ได้งานที่ต้องการคนขับเป็น งานนั้นให้ทั้งประสบการณ์และความไว้วางใจมากขึ้น ซึ่งพาไปสู่งานชิ้นถัดไป ถ้าทักษะของเราตามไม่ทัน เราไม่ได้เสียแค่งานที่อยู่ตรงหน้า แต่เสียโอกาสที่จะได้ประสบการณ์ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าเกียร์ที่สูงขึ้นและตามกลับมาทัน การถูกทิ้งห่างจึงไม่ใช่การเสียครั้งเดียวจบ แต่เป็นการขาดทุนแบบทบต้น
รถยังต้องมีคนขับ
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า AI จะมาแทนที่คน ต่อให้เป็นรถที่ขับเองได้ ก็ไม่ได้เลือกเองว่าจะไปไหน ยังต้องมีคนกำหนดจุดหมาย รู้จักเส้นทาง และจับพวงมาลัยไว้เมื่อสภาพถนนเปลี่ยน รถที่เร็วแต่ไม่มีจุดหมายก็แค่เผาน้ำมันทิ้ง
ในทางปฏิบัติ คนที่ได้ประโยชน์จาก AI มากที่สุดจึงไม่ใช่คนที่รู้จักเครื่องมือมากที่สุด แต่เป็นคนที่รู้จักสายงานของตัวเองดีพอจะพารถไปในที่ที่คุ้มค่าจะไป และตรวจดูว่ามันพาเรามาถึงไหนก่อนจะเชื่อมัน รถช่วยขยายผลของวิจารณญาณที่เรามี แต่สร้างวิจารณญาณให้เราไม่ได้ ส่วนในงานของผมเองเรื่องนี้เป็นอย่างไร ผมเคยเล่าไว้ในบทความ ผมใช้ AI ในงานที่ปรึกษาจริงๆ อย่างไร
เดินหน้า หรือไหลถอยหลัง
ผมจึงคิดว่ามีอยู่แค่สองทิศทาง ถ้าเราไม่ได้กำลังเดินหน้า เราก็กำลังไหลถอยหลัง ไม่มีที่ให้จอด
การเริ่มขยับไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต เลือกงานสักอย่างที่เราทำทุกสัปดาห์ แล้วหัดใช้ AI ทำงานนั้น เรียนรู้สายงานของตัวเองให้ลึกต่อไป เพราะนั่นคือสิ่งที่บอกเราว่าควรขับไปทางไหน และพร้อมจะทิ้งนิสัยที่สมเหตุสมผลเฉพาะตอนที่เรายังเดินเท้า
คุณค่าของเราไม่ใช่สิ่งที่ได้มาครั้งเดียวแล้วเก็บไว้ได้ตลอดไป แต่เป็นสิ่งที่เราต้องพิสูจน์ซ้ำ และทุกครั้งต้องไปได้ไกลกว่าเดิมอีกนิด